วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559
english for lawyer
คนเขียนไปเจอเวบศัพท์กฎหมายมาค่ะ เลยกะจะมาแปะไว้ที่นี่ เพื่อประโยชน์แก่คนแปะและคนอ่านเอง เจออีกก็จะอัพเรื่อยๆ แต่ต้องขออภัยไม่สามารถลงรายละเอียดได้มาก
พอดีช่วงนี้คนเขียนงานยุ่ง
1. http://www.lawyerleenont.com/แพ่งและพาณิชย์/ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย.html อันนี้ศัพท์เยอะมาก
2. https://www.samuiforsale.com/law-texts/thailand-civil-code-part-1.html#In อันนี้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ภาคภาษาอังกฤษค่ะ ลองอ่านดูได้นะ
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ศัพท์กฎหมาย : สัญญาต่างประเทศประเภทต่างๆ
ตามหัวข้อเลยค่ะ พอดีอ่านเจอเลยคิดว่าควรแบ่งปัน เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาและ/หรือต้องใช้ในการสอบ
เริ่มเลย ความสำคัญจากมากไปน้อยนะ
สนธิสัญญา = Treaty
สนธิสัญญาทวิภาคี = Bilateral Treaties
สนธิสัญญาพหุภาคี = Multilateral Treaties
อนุสัญญา = Convention
พิธีสาร = Protocol
ความตกลง = Agreement
ข้อตกลง = Arrangement
กติกา = Pact
กฎบัตร = Charter
ปฏิญญา = Declaration
ธรรมนูญ = Statute
กรรมสาร = Act
บันทึกความเข้าใจ = Memorandum of Understanding
เจอศัพท์เกี่ยวกับเรื่องนี้จะเอามาเพิ่มให้ทีหลังนะคะ สวัสดีค่ะ
วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559
คดีผู้บริโภค
ประมาณแปดปีที่แล้ว(ปี 2551)ได้มีการออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับสินค้าและบริการได้รับความคุ้มครอง ซึ่งทางภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวกับกฎหมายก็ได้มีการตอบรับกฎหมายนี้ด้วย เช่น บรรจุเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัย(มหาฯลัยผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น)
นอกจากในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว ทางอัยการและผู้พิพากษาก็ให้การตอบรับเช่นกัน ในปัจจุบันนี้ วิชานี้ได้กลายเป็นวิชาเลือกหนึ่งในการสอบคัดเลือกเป็นผู้ช่วยอัยการและผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วย
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงนั่งสรุปหลักวิชานี้ขึ้นมาตอนเตรียมสอบอัยการ และคิดว่าอาจเป็นประโยชน์อยู่บ้างหากจะนำมาเผยแพร่ในบล็อกด้วย เหมือนเช่นเคย เรื่องนี้เขียนขึ้นจากโน้ตย่ออ่านเองนะคะ โปรดอย่าคาดหวังว่ามันจะสมบูรณ์แบบอะไร ผู้เขียนก็สรุปได้เท่าที่ตัวเองเข้าใจน่ะแหละ
วิ.คุ้มครองผู้บริโภค
ขอบเขต : ครอบคลุมข้อพิพาทเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ กับ ผู้บริโภค
วันบังคับใช้ : มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 23 สิงหาคม 2551
ผู้บริโภค (end-users)
1. คือ ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการไปเพื่อใช้เป็นการส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อธุรกิจ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า end-users
2. คำว่า "ซื้อ" รวมถึงการได้รับแจกด้วย คือเป็นการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเสียค่าตอบแทนหรือไม่
3. "ไม่ใช่เพื่อธุรกิจ" หมายถึง เพื่อใช้เอง ไม่ใช่การทำตัวเป็นคนกลางนำสินค้าหรือบริการนั้นไปให้ผู้อื่นใช้อีกทอดหนึ่ง
4. รวมสัญญาประกันภัย ถือว่าบริษัทประกันภัยเป็นผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ซื้อประกันภัยเป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน
5. ความคุ้มครองครอบไปถึงผู้บริโภคจากพระราชบัญญัติสินค้าไม่ปลอดภัยด้วย
ผู้ประกอบธุรกิจ (Business Operators)
1. คือ ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการใดๆในทางการค้า เป็นปกติธุระ เช่น ผู้ผลิต ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้นำเข้า ผู้ขาย ผู้ใช้ชื่อทางการค้าแก่สินค้าหรือบริการนั้นๆ
2. ต้องมีอาชีพหรือประกอบกิจการนั้นเป็นปกติ ถ้าทำชั่วคราว หรือทำไม่กี่ครั้ง ไม่ถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจ
3. รวมการให้บริการทางการแพทย์ด้วย
คดีผู้บริโภคคือ
1. คดีแพ่งที่พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการใช้สินค้าและบริการ เช่น ไปนวดหน้าแล้วสิวเห่อกว่าเดิม แบบนี้ผู้รับบริการฟ้องผู้นวดหน้าได้ตามกฎหมายนี้
2. คดีแพ่งเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย เช่น ซื้ออาหารมารับประทานแล้วท้องเสีย หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดเพราะอาหารดังกล่าว ผู้ซื้อก็สามารถฟ้องผู้ขายตามกฎหมายนี้ได้
3. คดีอันเกี่ยวพันกับคดีตามข้อ 1 หรือ 2 เช่นตามตัวอย่างข้างต้น ถ้าตัวผู้ประกอบการมีการทำประกันสินค้าไว้ และผู้ซื้อรู้ ผู้ซื้อฟ้องผู้รับประกันสินค้าดังกล่าวในคดีนี้ด้วยได้เลย
4. คดีซึ่งเป็นคดีผู้บริโภคตามความหมายนี้เช่นกันซึ่งดูผิวเผินอาจนึกไม่ถึงนั่นคือ คดีซึ่งผู้ให้บริการสินเชื่อหรือบัตรเครดิตฟ้องลูกหนี้บัตรเครดิต(ซึ่งก็คือลูกค้าตัวเอง)ให้ชำระเงินที่ค้างจ่าย นี่ถือเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสินค้าและบริการเช่นกัน
........เยอะด้วยนะ จะบอกให้ คดีพวกนี้น่ะ
5. ข้อพิพาทดังกล่าวต้องปรากฎว่า ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บริโภค และอีกฝ่ายเป็นผู้ประกอบการ ถ้าสืบไปๆแล้วพบว่า เป็นผู้บริโภคทั้งคู่ เป็นผู้ประกอบการทั้งคู่ อะไรแบบนี้ ไม่ถือเป็นคดีผู้บริโภค
6. ต้องเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องหรือเกิดจากตัวสินค้าและบริการโดยตรง ไม่ใช่เกิดจากเหตุละเมิดอย่างอื่น เช่น ซื้อรถมาแล้วจู่ๆรถเสียเอง อันนี้เอากลับไปเคลมได้ หรือฟ้องได้
แต่ถ้าเสียเพราะมีคนมาชน แบบนี้ต้องฟ้องคนชนนะค้าาา ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
ลักษณะพิเศษของการดำเนินคดีผู้บริโภค
โดยหลักแล้ว คดีผู้บริโภคนั้นคือคดีแพ่งนี่แหละ แต่มีลักษณะพิเศษดังต่อไปนี้
1. ลักษณะคดี คดีผู้บริโภคเป็นคดีระบบไต่สวนที่ผู้พิพากษามีอำนาจดำเนินการหาความจริงได้เต็มที่
2. การฟ้อง สามารถยื่นฟ้องด้วยวาจาหรือจะฟ้องเป็นหนังสือก็ได้
3. ว่าด้วยเรื่องเขตอำนาจ หากเป็นกรณีผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภคแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจสามารถฟ้องได้ที่เดียวเท่านั้นคือ ภูมิลำเนาของผู้บริโภค จะฟ้องศาลในเขตอำนาจอื่นไม่ได้
ส่วนกรณีผู้บริโภคฟ้องผู้ผลิตนั้นใช้หลักตาม ปวิพ มาตรา ๔ ปกติ
4. ว่าด้วยเรื่องค่าธรรมเนียม ผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินคดี แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมที่ต้องรับผิดในชั้นที่สุด
เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้บริโภคไม่สุจริต เรียกร้องมากเกินไป ประพฤติตัวไม่เรียบร้อยในศาล หรือกรณีอื่นๆตามที่เห็นสมควร
5. การพิจารณา ให้ศาลกำหนดวันนัดไม่เกิน 30 วันนับแต่รับฟ้อง โดยเริ่มคดีจากการนัดมาไกล่เกลี่ยก่อน(และถือว่าวันนี้คือวันสืบพยานวันแรกที่คู่ความต้องมาศาล) ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็จบ ถ้าไม่จบจะให้จำเลยให้การ และเริ่มสืบพยานต่อไป
6. ในส่วนของพยาน กฎหมายผู้บริโภคให้ถือว่าใบปลิว โบรชัว หรือสิ่งต่างๆที่มีคำโฆษณาของสินค้าหรือบริการนั้นๆเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ผู้บริโภคสามารถนำมาอ้างได้หากที่โฆษณากับที่ได้รับไม่ตรงกัน
จะซื้ออะไรก็เก็บแผ่นปลิวดีดีนะ หลักฐานในการดำเนินคดีชั้นเลิศนะน่ะ
7. เมื่อใดก็ตามที่มีการเริ่มเจรจากันระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ให้อายุความในการดำเนินคดีสะดุดหยุดอยู่จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีการบอกเลิกการเจรจา
อายุสะดุดหยุดอยู่นั้นคล้ายกับการกด pause ในเครื่องเล่นต่างๆค่ะ ไม่เหมือนสะดุดหยุดลงที่ต้องเริ่มนับใหม่ เอ้อ ต้องบอกว่า สะดุดหยุดลงนั้นเหมือนกดปุ่ม restart สินะ อิอิ (เผื่อใครไม่อยากกลับไปอ่านเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงใหม่ เราจะย่อให้เข้าใจง่าย 555)
8. อายุความ ในกรณีฟ้องว่าสินค้าหรือบริการที่รับนั้นเป็นพิษต่อร่างกาย ให้ฟ้องภายในสามปีนับแต่อาการนั้นแสดงผล แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่รู้ถึงความเสียหาย
คือให้ดูกันยาวๆนั่นเองว่าไอ้ที่กินเข้าไปน่ะ ค้างและทำอันตรายได้เมื่อไหร่แค่ไหน....
9. หากผู้ประกอบธุรกิจต้องรับผิด ศาลสามารถพิพากษาให้ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนต้องร่วมรับผิดกับตัวผู้ประกอบธุรกิจ(ซึ่งหลายครั้งเป็นพวกบริษัทหรือที่เรียกว่า นิติบุคคล)ได้ หากปรากฎว่านิติบุคคลดังกล่าวจัดตั้ง ดำเนินการไม่สุจริตมาแต่ต้น หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปเป็นประโยชน์แก่บุคคลใดจนไม่พอชำระหนี้
10. ในการรับผิด โทษที่เพิ่มเข้ามาซึ่งพิเศษกว่าคดีแพ่งทั่วไป
10.1 ศาลมีอำนาจสั่งผู้ประกอบการให้แก้ไข ซ่อมแซม ตัวสินค้าได้ แต่หากแก้ไม่ได้หรือแก้ไปก็เป็นอันตราย ศาลมีอำนาจสั่งให้เปลี่ยนสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้
10.2 ศาลมีอำนาจสั่งให้เรียกสินค้ากลับคืน ห้ามผลิตสินค้าเพื่อนำเข้าหรือจำหน่าย และสั่งให้ประกาศเตือนอันตรายแก่ผู้บริโภคได้
10.3 ศาลมีอำนาจเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) จากผู้ประกอบการได้หากพบว่าผู้ประกอบการไม่สุจริตหรือมีการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยถืออัตราดังนี้
หากค่าเสียหายไม่เกิน 5 หมื่นบาท : เรียกได้ไม่เกิน 5 เท่าของความเสียหายที่แท้จริง
หากค่าเสียหายเกิน 5 หมื่นบาท : เรียกได้ไม่เกิน 2 เท่าของความเสียหายที่แท้จริง
นี่คือหลักคร่าวๆของคดีผู้บริโภคที่ทำให้คดีผู้บริโภคแตกต่างจากคดีทั่วไปค่ะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยนะคะ สวัสดีค่ะ
วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559
ความผิดต่อแผ่นดิน กับ ความผิดต่อส่วนตัว
เมื่อเช้าดูข่าวเกี่ยวกับการลักทรัพย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "สุดท้ายยอมความกันไปแล้ว" แล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์ อยากเดินไปสะกิดบอกว่า "คุณขา หากผิดลักทรัพย์จริงยอมความไม่ได้นะคะ ลักทรัพย์เป็นความผิดอาญาแผ่นดินค่ะ ต่อให้เจ้าทรัพย์ได้ทรัพย์คืนไม่เอาเรื่องแล้วก็เถอะ...
....เว้นแต่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนส่งอัยการแล้ว อัยการเห็นว่าฟ้องไปไม่เป็นประโยชน์ จะไม่สั่งฟ้อง หรือสั่งยุติการดำเนินคดี นั่นก็อีกเรื่อง,,,"
คิดๆไปเลยจะสรุปเรื่อง ความผิดอาญาแผ่นดิน กับ ความผิดต่อส่วนตัวไว้ ณ ตรงนี้ เลยดีกว่า
นอกจากสามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะความผิดแล้ว ในทางปฏิบัติ การกระทำที่มีโทษอาญาสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท
1. ความผิดต่อแผ่นดิน หรือ ความผิดอันยอมความไม่ได้ ได้แก่ ความผิดที่มีโทษทางอาญาทุกชนิดที่ไม่มีกฎหมายระบุไว้ว่า "เป็นความผิดอันยอมความได้"
เป็นความผิดต่อแผ่นดินทั้งหมด
2. ความผิดต่อส่วนตัว หรือ ความผิดอันยอมความได้ ได้แก่ ความผิดที่มีกฎหมายระบุไว้ว่า "ยอมความได้" หากพิจารณาเฉพาะจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว มีดังนี้
2.1 ความผิดเกี่ยวกับเพศ ได้แก่ ข่มขืน ทำอนาจาร ในกรณีที่กระทำต่อบุคคลที่มีอายุมากกว่า 15 ปี, กระทำโดยไม่มีอาวุธ, ไม่มีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ,เหยื่อไม่ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย กรณีเหล่านี้ยอมความได้
2.2 บังคับให้ผู้อื่นทำหรือไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง(มาตรา 309) กักขังหน่วงเหนี่ยวให้ปราศจากเสรีภาพ(มาตรา 310) หรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยประมาท(มาตรา 311) ยอมความได้
เฉพาะกรณีที่ผู้กระทำไม่ใช้อาวุธ หรือผู้ถูกกระทำไม่ได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย เท่านั้นนะ ที่ยอมความได้
เมื่อใดก็ตามที่เหยื่อได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงตาย ยังไงก็ยอมความไม่ได้ค่ะ จำง่ายๆ
2.3 ความผิดฐานเปิดเผยความลับ (มาตรา 322-325)
2.4 ความผิดฐานหมิ่นประมาท
2.5 ความผิดฐานฉ้อโกง เว้นแต่ฉ้อโกงประชาชน
2.6 ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้
2.7 ความผิดฐานยักยอก
2.8 ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เฉพาะกรณีทำต่อทรัพย์ของเอกชน(คือของประชาชนทั่วๆไป) หรือทรัพย์ที่ไม่ได้เป็นสาธารณสมบัติ
2.9 ความผิดฐานบุกรุก เฉพาะกรณีบุกรุกตอนกลางวัน บุกรุกคนเดียว บุกรุกโดยไม่มีอาวุธ หรือไม่มีการประทุษร้ายหรือขู่ว่าจะประทุษร้าย
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญานอกจากที่กล่าวมานี้ เป็นความผิดต่อแผ่นดิน
ความผิดต่างประเภทกันมีผลในทางปฏิบัติต่างกันอย่างไรบ้าง
ในทางปฏิบัติ ความผิดต่อแผ่นดินและความผิดต่อส่วนตัวมีผลต่อการดำเนินคดีดังนี้
1. การยอมความ : หากเป็นความผิดต่อแผ่นดินจะไม่สามารถยอมความได้ หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่สามารถยุติคดีได้ด้วยการที่สองฝ่ายมาเจรจาผ่อนปรนต่อกัน ไม่ว่าผู้เสียหายจะว่าอย่างไร ก็ต้องมีการสอบสวนเพื่อส่งให้อัยการฟ้องคดี หรือหากผู้เสียหายจะฟ้องคดีเองก็สามารถดำเนินการได้เต็มที่
ส่วนความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้นั้น เมื่อใดก็ตามได้ความว่ามีการยอมความกันแล้ว ผู้เสียหายไม่เอาเรื่องแล้ว อำนาจในการสอบสวน สิทธิในการดำเนินคดีของผู้เสียหายและอัยการหมดทันที
หมดแล้วหมดเลยด้วย ไม่มีสิทธิย้อนกลับ
2. อายุความ : คดีอาญาแทบทุกประเภทล้วนมีอายุความในการดำเนินคดีแตกต่างกันโดยยึดตามอัตราโทษอย่างสูงของความผิดนั้นเป็นสำคัญ แต่หากเป็นความผิดต่อส่วนตัวแล้วล่ะก็ จะมีอายุความเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอายุความ ตามปอ.มาตรา 96 ซึ่งวางหลักไว้ว่า ในคดีความผิดต่อส่วนตัว หากผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์หรือดำเนินคดี(ดำเนินคดีนี่แนวฎีกา)ภายในสามเดือน นับแต่รู้ถึงการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ
ดังนั้นแล้ว หากไม่แน่ใจว่าท่านโดนกระทำอะไรกันแน่ กรุณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะฟ้องคดีหรือจะร้องทุกข์ก็เลือกเอา ภายในสามเดือนไว้ก่อน เกิดหวยไปออกว่าคดีเรายอมความได้ขึ้นมา จะได้ไม่ขาดอายุความ เพราะอายุความในทางกฎหมายอาญาถือเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ มีประเด็นขึ้นมาศาลยกฟ้องสถานเดียว
คนเรียนเองยอมรับว่าอ่านแล้วขัดอกขัดใจไม่น้อยที่เห็นคนไม่ดีหลุดคดีด้วยเหตุนี้ แต่กฎมันเป็นอย่างนี้ก็ต้องว่าตามกันไป...
3. การร้องทุกข์ : ในความผิดต่อแผ่นดิน พนักงานสอบสวนสามารถทำการสอบสวนได้โดยไม่จำต้องได้รับคำร้องทุกข์ เพียงสงสัยหรือมีการกล่าวโทษก็สามารถทำการสอบสวนได้ แต่ในคดีความผิดต่อส่วนตัว หากไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบ พนักงานสอบสวนจะไม่มีอำนาจสอบสวน ส่งผลให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีตามไปด้วย
เช่น หากมีเหตุฆ่าคนตาย ถ้าญาติคนตายมาแจ้งความ ดังนี้ตำรวจซึ่งมีอำนาจสอบสวนสามารถสอบสวนเอาผิดกับคนฆ่าได้ หรือต่อให้ตำรวจเห็นเอง หรือได้ยินใครร้องโหวกเหวกว่ามีคนตาย แค่นี้ตำรวจสอบสวนดำเนินคดีได้แล้ว เพราะความผิดฐานฆ่าคนตายเป็นอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนสามารถสอบสวนดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์
แต่หากเป็นกรณีความผิดยอมความได้ เช่น ผู้หญิงถูกข่มขืน ถ้าเจ้าทุกข์เองไม่มาแจ้งความ หรือไม่มอบอำนาจให้ใครมาแจ้งความเอาผิดกับจำเลยแล้วล่ะก็ ตำรวจไม่มีอำนาจทำคดี เพราะข่มขืนเป็นความผิดอันยอมความได้
อ่อ อย่าลืมแจ้งภายในสามเดือนด้วยล่ะ เดี๋ยวขาดอายุความขึ้นมาจะยุ่งอีก
สามเรื่องนี้เป็นสามเรื่องใหญ่ๆที่นึกออกอันเป็นผลโดยตรงมาจากข้อแตกต่างระหว่างคดีความผิดต่อแผ่นดินและความผิดอันยอมความได้ นอกจากนี้ก็เช่น ในคดีความผิดต่อส่วนตัว ถ้าเจ้าทุกข์ยื่นฟ้องแล้วถอนฟ้องไป อัยการฟ้องใหม่ไม่ได้ อะไรแบบนี้
คราวหน้าเจอใครบอกว่าลักทรัพย์ยอมความกันไปแล้ว ก็เถียงเขาไปเลย
ลักทรัพย์เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ยอมความไม่ได้จ้าาา
สวัสดี...
ปล. ส่วนคดีข้างต้นน่ะ เราว่าเพราะดูแล้วมันเป็นเรื่องตั้งใจจะซื้อของแต่ยังไม่จ่ายตังค์ ซึ่งหากเป็นกรณีนี้จะเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่งธรรมดา เสียมากกว่า เรื่องมันเลยจบไปได้
เพราะฉะนั้น หากคุณมีเจตนาจะซื้อของจริง เพียงแต่ยังไม่แน่ว่าจะจ่ายเงินเมื่อไหร่ คุณแค่ผิดสัญญาซื้อขาย ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง ตำรวจไม่มีสิทธิจับคุณ
มีอะไรก็เข้าศาลแพ่งไปละกัน แต่ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็จ่ายๆไปเถ้ออ
แต่ ถ้าตั้งใจจะเอาของเขาโดยไม่มีเจตนาจะจ่างสตางค์เลยล่ะก็....
คุก....นะจ๊ะ
วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559
ความรับผิดในทางอาญา (1) update !
ขอออกตัวก่อนนะว่าอันนี้มาจากที่ตัวเองสรุป ไม่ได้อิงหนังสือเล่มไหนทั้งสิ้น ดังนั้นหลักการที่ได้อาจไม่ได้ตรงกับตำรา คนทำเน้นแค่ว่าตัวเองอ่านรู้เรื่องเท่านั้นพอ
ความรับผิดในทางอาญา
มีหลัก 2 ประการ
1. ต้องรับผิด ตามมาตรา ๕๙ วรรค ๑, ๒, ๔, ๕, มาตรา ๖๐, มาตรา ๖๑, มาตรา ๖๒ วรรคท้าย, มาตรา ๖๓, มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๖
2. ได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนโทษ
- ด้วยความบกพร่องด้านองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา ๕๙ วรรค ๓, มาตรา ๖๒, มาตรา ๖๔, มาตรา ๖๕ และมาตรา ๖๖
- เลวเพราะถูกกระทำ ตามมาตรา ๖๗, มาตรา ๖๘, มาตรา ๖๙ และมาตรา ๗๒
- กรณีพิเศษตามมาตร ๗๐ และมาตรา ๗๑
- ได้รับการลดหย่อนโทษเพราะอายุ ตามมาตรา ๗๓ - ๗๗
- การบรรเทาโทษ ตามมาตรา ๗๘ และมาตรา ๗๙
1. ต้องรับผิด
ตามมาตรา ๕๙
มาตรา ๕๙ วรรค ๑ บัญญัติว่า "บุคคลจักต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา"
วรรค ๒ "กระทำโดยเจตนา ได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น"
วรรค ๔ "กระทำโดยประมาท ได้แก่การกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่"
วรรค ๕ "การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย"
สรุป
(1) องค์ประกอบความรับผิดทางอาญามีสององค์ประกอบ หนึ่งคือองค์ประกอบภายนอก ซึ่งคือเกิดผลของความผิดทางอาญาขึ้น สองคือองค์ประกอบภายในคือเจตนาจะกระทำผิด เว้นแต่ได้กระทำโดยประมาทในฐานความผิดซึ่ง แม้ประมาทก็ผิด
ส่วนกรณีไม่เจตนา ไม่ประมาท แค่ผลเกิดก็ผิดนั้น ได้แก่พวกความผิดลหุโทษทั้งหลาย ยกเว้นกรณีทำร้ายตามม. ๓๙๑
(2) กระทำโดยเจตนา คือ รู้ ว่าตัวเองกำลังอะไร และ รู้ หรือ คาด ได้ว่า หลังจากทำแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น
เช่น ยกปืนเล็งและยิงไปยังคนตรงหน้า ดังนี้ รู้ ว่าตัวเองกำลังยิง รู้ ว่าที่จะถูกยิงคือคน และ รู้ ว่ายิงแล้วเขาต้องตายหรือบาดเจ็บ ดังนี้เป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา หรือพยายาม แล้วแต่ว่าตายมั้ย ซึ่งกรณีนี้ภาษากฎหมายเรียกว่า เจตนาโดยประสงค์ต่อผล(ผลคือความตายหรือบาดเจ็บ)
แต่ถ้าเล็งปืนไปยังกลุ่มคน กรณีนี้แม้จะ รู้ ว่าตัวเองกำลังจะยิงคน แต่ก็ยัง ไม่แน่ ว่าจะโดนใคร แต่คือ คาดเห็น ได้แน่ว่า ยิงไปแล้วโดนแน่ กรณีนี้ถือว่าเป็นการฆ่าคนโดยเจตนาเช่นกัน แต่เป็นเจตนาโดย ย่อมเล็งเห็นผล
(3) ประมาท คือ ไม่ใช้ความระมัดระวังให้ควรแก่สถานการณ์ในขณะนั้น โดยอิงตามวิสัยหรือตามความคาดเห็นของวิญญูชน หรือคนทั่วๆไป เช่น ขับรถเร็วในเขตชุมชนหรือทางแยก ขับรถไปคุยโทรศัพท์ไป ดังนี้ถือว่าประมาท
ตามฎีกาใหม่ การเข้าไปแย่งปืนจากคนเมาซึ่งรู้อยู่แล้วว่าแค่เอามาถือเฉยๆไม่ยิง จนเป็นเหตุให้กระสุนลั่นโดนคนเมาตาย ดังนี้ถือว่าคนแย่งปืนประมาท(ฎีกาที่ 9210/2556 อย่างไรก็ดี ฎีกานี้ออกผู้ช่วยรอบที่แล้วไปแล้วค่ะ ไม่รู้จะออกอีกมั้ย)
(4) กรณีตามวรรคท้าย การกระทำโดยงดเว้น โดยปกติคนจะผิดได้ต้องมีการกระทำและผลเกิดขึ้น แต่วรรคนี้บัญญัติว่า หากอยู่เฉยๆแล้วปล่อยให้ผลเกิดขึ้นก็เป็นความผิดเหมือนกัน แต่จะผิดตามนี้ได้ต้องได้ความว่า ผู้กระทำโดยงดเว้นมีหน้าที่ป้องกันผลที่เกิดขึ้น โดยหน้าที่ดังกล่าวมาจากหนึ่งในสี่ประการต่อไปนี้
4.1 ผู้งดเว้นมีหน้าที่ตามกฎหมายต่อผู้รับผลร้าย เช่น บิดามารดากับบุตร สามีภริยาตามกฎหมาย มีหน้าที่ดูแลกัน ถ้าพ่อแม่ปล่อยลูกคลานตกตึก ถ้าลูกปล่อยพ่อแม่อดข้าวตาย ถ้าใครเห็นคู่สมรสของตนตกน้ำอยู่แล้วไม่ช่วย ดังนี้ถ้ามีการตายเกิดขึ้น บุคคลที่ว่าจะผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา เพราะผิดต่อหน้าที่ตามกฎหมายต่อผู้ตาย
4.2 ผู้งดเว้นมีหน้าที่อันเกิดจากการยอมรับเฉพาะเจาะจง เช่น หน้าที่ตามสัญญา จ้างคนมาเป็นการ์ด การ์ดดันปล่อยให้คนมายิงนาย ดังนี้การ์ดผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยการงดเว้น(ต่อหน้าที่ของตน)
4.3 ผู้งดเว้นมีหน้าที่อันเกิดจากการกระทำก่อนๆของตน เช่น อาสาพาคนตาบอดข้ามถนน พาข้ามไปได้ครึ่งถนนแล้วทิ้งให้ยืนอยู่กลางถนน ถ้ามีรถมาชนคนตาบอดตาย คนพาข้ามผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยงดเว้น
4.4 ผู้งดเว้นมีหน้าที่อันเกิดจากความสัมพันธ์พิเศษเฉพาะเรื่อง เช่น ญาติรับดูแลเด็กในความเป็นจริง ญาติไม่ใช่พ่อแม่ก็จริง แต่ถ้าดูแลอยู่ตลอดแล้วจู่ๆปล่อยเด็กตาย ดังนี้ญาติก็ผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาได้นะ
มาตรา ๖๐
มาตรา ๖๐มีหลักอยู่ว่า ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลไปเกิดกับอีกคนหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาต่อผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น
- มาตรานี้ต้องการคุ้มครองผู้เคราะห์ร้ายเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดอ้างว่า ตนไม่ได้ตั้งใจทำคนๆนี้ เพราะงั้นตนไม่ผิด คือถ้าตั้งใจจะทำแล้วเกิดผล ไม่ว่าใครโดนถือว่าผิดทั้งนั้น มักเรียกกันว่า "เจตนาโอน" คือโอนเจตนาตั้งต้นที่จะทำต่อคนหนึ่งไปยังคนที่โดน ถือว่าเจตนากระทำต่อคนที่โดน
- นอกจากนี้ กรณีที่เป้าหมายถูก คือตั้งใจจะยิง ก แล้ว ก ถูกยิง แต่กระสุนพลาดไปโดน ข ด้วย ถือเป็นตามมาตรานี้เช่นกัน ต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาทั้งต่อ ก (ตามม ๕๙) และ ข (ม ๖๐)
- วรรคท้ายของมาตรานี้อยู่ภายใต้หลัก "รู้" คือรู้เท่าใดมีเจตนาเท่านั้น เช่น ตั้งใจจะฆ่าเพื่อน แต่ยิงแล้วดันไปโดนแม่ตัวเองตาย ดังนี้ถือว่าฆ่าแม่โดยเจตนาโดยพลาดตามมาตรา ๖๐ แต่ไม่ถือว่าเป็นบทหนักให้ต้องประหารชีวิตตามมาตรา ๒๘๙(๒) เพราะเจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจจะยิง "แม่" ตัวเองมาแต่แรก
แต่ ถ้าตั้งใจฆ่าพ่อแต่ไปโดนแม่ แบบนี้โอนหมด ถือเป็นเหตุฉกรรจ์ "ฆ่าบุพการี" โทษประหารนะ
- ต้องเป็นการกระทำโดย "เจตนา" ทั้งนี้รวมกรณี "ป้องกัน" และ "จำเป็น" ด้วย
- ต้องได้ความว่าผู้กระทำไม่มีเจตนากระทำต่อผู้โดนลูกหลง หรือผู้เคราะห์ร้ายมาแต่ต้น ถ้าเจตนาจะทำด้วย เป็น ๕๙ ธรรมดา
- มาตรานี้ใช้กรณีผู้เคราะห์ร้ายกับเป้าหมายมีสถานะเดียวกัน คือ คนเหมือนกัน ทรัพย์สินเหมือนกัน จะทำคนดันไปโดนของ จะเตะของดันไปถูกคน ไม่ใช้มาตรานี้
- รวมการกระทำขั้น "พยายาม" ด้วย
มาตรา ๖๑
หลัก ผู้ใดเจตนาจะทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ได้กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด ผู้นั้นจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่
- หลักเหมือนกับมาตรา ๖๐ แต่มาตรานี้เป็นกรณี "สำคัญผิด" ไม่ใช่ "พลาด" เช่นว่า จะฆ่า ก แต่ดันไปยิง ข ซึ่งเป็นคู่แฝดของ ก แทน อะไรแบบนี้
มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๓
ทั้งสองมาตรานี้เป็นมาตราที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นเมื่อกระทำความผิด โดยหลักตามมาตรา ๖๒ คือ ถ้าบุคคลจะต้องรับผิดมากขึ้นเพราะข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ถึงข้อเท็จจริงนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น สมมติ ก จะฆ่า ข คู่อริ ก ไปดักซุ่มรอตรงมุมตึกที่ ข ผ่านประจำ เมื่อมีคนเดินมา ก ก็ยิงปืนไปทันที ปรากฎว่าคนที่ถูกยิงคือ ค ซึ่งเป็นพ่อของ ก เอง ดังนี้ ถือว่า ก ต้องรับผิดแค่ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตาม ๒๘๘ เท่านั้น ไม่ต้องรับผิดฐานฆ่าบุพการี เพราะ ก ไม่รู้ว่าคนที่มาให้ตัวเองยิงจะเป็นพ่อของตัวเอง
ส่วนมาตรา ๖๓ นั้น วางหลักว่า ถ้าผลใดทำให้บุคคลต้องรับโทษหนักขึ้น ผลนั้นต้องเป็นผลธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ กล่าวคือ เมื่อกระทำความผิดไปแล้วเกิดผลร้ายอะไรสักอย่าง หากผลนั้นพอคาดการณ์ได้ว่าจะเกิด ดังนี้บุคคลนั้นต้องรับผิดหากผลเกิด แต่หากผลเกินเลยไป ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานนั้น
ตัวอย่างเช่น ดำใช้มีดดาบฟันขาแดงไป 1 ครั้ง ดังนี้ ดำผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าแผลดังกล่าวติดเชื้อเพราะหมอรักษาไม่ดีต้องตัดขา ดังนี้ดำต้องรับผิดฐานทำร้ายแดงจนเสียอวัยวะด้วย เพราะผลที่เกิดขึ้นไม่ไกลกว่าเหตุเท่าใดนัก
แต่ จากตัวอย่างข้างต้น ถ้าดำฟันขาแดงทีเดียวแล้วหนีไปเลย แดงล้มทุลักทุเลอยู่ตรงนั้น ต่อมาขาวเดินมาเห็นแดงบาดเจ็บอยู่ ขาวจำได้ว่าแดงเป็นศัตรูเลยใช้ปืนยิงแดงตาย ดังนี้ ดำไม่ต้องรับผิดฐานฆ่าแดงหรือทำให้แดงตาย เพราะดำมีแค่เจตนาทำร้าย ดำไม่ได้คาดเห็นว่าแดงจะมีศัตรูมาทำร้ายต่อแบบนั้น ตามมาตรา ๖๓
..............เว้นแต่ดำตั้งใจฟันขาแดงเพื่อให้ขาวมายิง หรือเรียกขาวมายิงหลังแดงล้มลง อันนั้นผิดแน่ ผิดฐานตัวการร่วมด้วย ต้องดูเป็นกรณีๆไป
มาตรา ๖๔ และ มาตรา ๖๖
มาตรา ๖๔ บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้ตนพ้นผิดไม่ได้ คือกฎหมายถือว่าทุกคนต้องรู้กฎหมาย จะอ้างความไม่รู้ไม่ได้ เว้นแต่กรณีบางกรณีจริงๆ
มาตรา ๖๖ บุคคลจะอ้างความมึนเมาเพราะเสพของมึนเมามาเป็นเหตุยกเว้นความผิดไม่ได้ เช่นกัน กฎหมายถือว่า เมื่อแกเสพ/ดื่ม เอง แกต้องรับผิดชอบผลด้วย เว้นแต่เป็นกรณีถูกบังคับเสพ หรือไปดื่มอะไรโดยไม่รู้ว่าทำให้เมาได้ แต่ต้องพิสูจน์กันหนักอยู่ไม่น้อย
เหตุยกเว้นต่อตอนหน้าเนาะ
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559
การลงโทษในทางอาญา
กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายมหาชนอันมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ตลอดจนป้องปรามการกระทำผิดต่างๆ ดังนั้น กฎหมายอาญาจึงบัญญัติถึงโทษไว้สำหรับผู้ฝ่าฝืน หลักในการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามีดังนี้
1. โทษทางอาญามีห้าประการ คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘
2. ตามมาตรา ๑๘ วรรคท้าย ห้ามนำโทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมาใช้กับผู้ซึ่งกระทำความผิดขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี หากโทษที่ผู้กระทำเหล่านี้มีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตหรือโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี
.............อันที่จริงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการลดโทษหรอก(เป็นสายเหยี่ยว) แต่กฎหมายเขาว่างี้ก็ว่าตามกันไป........
3. สำหรับโทษประหารชีวิต ให้ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย ตามปอมาตรา ๑๙
4. กรณีจำคุก บทบัญญัติเกี่ยวกับการจำคุกมีดังนี้
4.1 กรณีความผิดที่กฎหมายให้ทั้งจำคุกและปรับ ศาลจะลงจำคุกอย่างเดียวก็ได้ แต่จะปรับอย่างเดียวโดยไม่จำคุกไม่ได้
เว้นแต่โทษตามกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติว่าต้องลงทั้งจำทั้งปรับเสมอ เช่น โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฯ
ในทางปฏิบัติ หากลงโทษจำคุก ศาลจะไม่ปรับ แต่หากรอลงอาญา ศาลจะปรับ
4.2 การคำนวนระยะเวลาจำคุก ให้หักวันที่จำเลยถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกทั้งหมดด้วย เช่น หากศาลพิพากษาให้จำคุก 1 ปี แต่จำเลยถูกขังมาแล้วก่อนศาลมีคำพิพากษา 1 เดือน ดังนั้น ต้องนำระยะเวลา 1 เดือน มาหักออกจากโทษทั้งหมดด้วย รวมแล้วจำเลยต้องถูกจำคุกต่อไปอีก 11 เดือน เป็นต้น
4.3 การนับระยะเวลาให้ใช้หลัก 30 วัน เป็น 1 เดือน ดังนั้น อย่าแปลกใจเวลาเห็นข่าวว่าคนนั้นคนนี้ถูกจำคุกเท่านั้นเท่านี้เดือน เช่น 16 เดือน เพราะหากตั้งต้นที่เดือนแล้วล่ะก็เวลาจะไม่เท่ากับปีปกติ เนื่องจากหนึ่งเดือนตามการลงโทษจำคุกจะเท่ากับ 30 วัน เสมอ นั่นเอง
ส่วนปี คำนวณตามปีปฏิทินปกติ
4.4 หากโทษสุทธิที่เหลือหลังจากคำนวณแล้วไม่เกินสามเดือน และข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษมาก่อน หรือเคยได้รับโทษมาก่อนแต่เป็นโทษที่เกิดจากความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ ศาลจะเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังไม่เกินสามเดือนแทนก็ได้ ตามปอมาตรา ๒๓
5. การกักขัง ให้คุมตัวไว้ในสถานที่ที่กำหนดซึ่งมิใช่เรือนจำ หรือที่บ้านของผู้ถูกกักขังก็ได้
คล้ายๆจำคุก(หรือติดคุกในภาษาชาวบ้าน) แต่จะหย่อนกว่า และความจริงมีอยู่ว่า แทบไม่เคยถูกพูดถึงเท่าใดนัก
6. ปรับ เมื่อได้รับโทษปรับให้ชำระตามที่กำหนด หากไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน ศาลมีอำนาจสั่งกักขังแทนค่าปรับได้ ในอัตรา 200 บาท ต่อหนึ่งวัน แต่รวมแล้วต้องกักขังไม่เกิน 1 ปี เว้นแต่กรณีอัตราค่าปรับสูงเกิน 80,000 บาท ให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ห้ามเกิน 2 ปี
ดังนี้ การจะกักขังแทนค่าปรับนั้นต้องได้ความว่ามีการลงโทษปรับเกิน 200 บาท
หากกักขังครบจำนวนค่าปรับ หรือมีการนำค่าปรับมาชำระครบถ้วน ให้ปล่อยตัวผู้ถูกกักขังทันที
7. การริบทรัพย์สิน มีหลักดังนี้
7.1 ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ มีสามประเภท
(1) ต้องริบเสมอ ตามปอมาตรา ๓๒ ซึ่งวางหลักว่า ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด หรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ กรณีนี้พิจารณาที่ตัว "ทรัพย์" เป็นหลัก ว่าโดยสภาพของทรัพย์นั้น ต้องห้ามโดยกฎหมายหรือไม่ เช่น ยาเสพติด ปืนเถื่อน(ทางปฏิบัติ สองอย่างนี่แหละเยอะสุด) หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าเป็นทรัพย์ประเภทนี้ ริบสถานเดียว
(2) เป็นดุลพินิจของศาลที่จะริบหรือไม่ก็ได้ ทรัพย์สินประเภทนี้ได้แก่ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อกระทำความผิด หรือได้มาจากการกระทำความผิด โดยทั่วไปแล้ว ทรัพย์เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย เพียงแต่ถูกใช้เพื่อกระทำผิดกฎหมาย หรือได้มาโดยมิชอบ เช่น เอาปืนมีทะเบียนไปลักทรัพย์ หรือเงินจากธนาคารที่ปล้นมาได้ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์เหล่านี้เป็นของผู้ซึ่งไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเลย ศาลจะไม่ริบก็ได้ เช่น ทรัพย์ของเหยื่อ(กรณีปล้นมา) หรือมาพิสูจน์ได้ว่าตอนที่ให้ยืมปืนเนี่ยไม่รู้จริงๆนะว่าคนยืมมันจะเอาไปฆ่าคน ไรงี้
(3) ลูกผสม ตามหลักคือต้องริบ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ซึ่งกรณีนี้จะเป็นความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน หรือการให้รางวัลจูงใจให้มีการกระทำความผิด ปกติเงินส่วนนี้ต้องริบเสมอ เว้นแต่มีผู้มาอ้างว่าเงินจำนวนนี้เป็นของตนซึ่งตนไม่รู้จริงๆว่ามีการให้สินบนกัน
...........ความเห็นส่วนตัว - ท่าทางจะพิสูจน์ยาก
7.2 การขอคืนของกลาง จะเห็นได้ว่าจากข้อ 7.1 กรณีที่สองและสามนั้น เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงสามารถขอให้ปล่อยของกลางหรือขอคืนของกลางได้ โดยหลักการคือต้องยื่นคำขอดังกล่าวภายใน 1 ปี นับแต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยต้องกล่าวอ้างและนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อให้ได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนจริงๆ ไม่ใช่ของผู้กระทำความผิด และตนไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยเลยกับการกระทำผิดนั้น เช่น ไม่รู้จริงๆว่าทรัพย์ตนจะถูกใช้ในการกระทำความผิด หรือเก็บทรัพย์ไว้ดีแล้วแต่ผู้กระทำความผิดมาหยิบไปเอง
ข้อควรระวัง การแค่เตือนเฉยๆและไม่เก็บให้ดี ปล่อยให้ผู้อื่นเอาทรัพย์ไปกระทำความผิด เคยมีคำพิพากษามาแล้วว่า ถือว่ามีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด
7.3 การริบทรัพย์ กรณีศาลสั่งริบทรัพย์แล้วไม่ส่งทรัพย์ที่สั่งริบ ศาลมีอำนาจสั่งยึด ให้ใช้ราคาเท่ากับทรัพย์นั้น หรือกักขังผู้ถูกสั่งริบทรัพย์ได้
8. สุดท้ายและท้ายสุด โทษทางอาญาเป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด
อย่างไรก็ดี กรณีริบทรัพย์สิน แม้ผู้กระทำผิดตายก็ต้องริบ เว้นแต่จะได้ความว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ตามมาตรา ๓๓ (ข้อ 7.1 (2)) ซึ่งตกทอดแก่ทายาทผู้ไม่ได้รู้เห็นด้วยในการกระทำความผิด
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
กฎหมายอาญาภาคทั่วไป ว่าด้วยเรื่องการใช้กฎหมายอาญา
คุยกับน้องสาวคนสนิทแล้วรับปากว่า นั่งสรุปอาญาเสร็จเมื่อไหร่จะให้อ่าน แต่เห็นลายมือตัวเองแล้ว ละเหี่ยใจ เอาแบบนี้ก็แล้วกัน จะได้ทวนตัวเองอีกรอบ แถมยังอ่านรู้เรื่องกว่าด้วย
แต่อย่าคาดหวังอะไรมาก คนเขียนก็ไม่ได้เก่งอะไร แค่สรุปไว้อ่านเอง อาจมีศัพท์ไม่ค่อยวิชาการเท่าใดนักโผล่มาบ้างไม่มากก็น้อย
กฎหมายอาญา
กฎหมายอาญาแบ่งออกเป็นสามภาค ภาคทั่วไป ภาคความผิด และภาคลหุโทษ มาว่ากันตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า
มาตรา ๑ เป็นบทนิยามศัพท์ และเรื่องอันจะออกสอบหัวข้อแรกเริ่มกันที่มาตรา ๒
การใช้กฎหมายอาญา
หมวดนี้เป็นหลักที่ว่า การกระทำจะต้องรับผิดเมื่อใดบ้าง หลักการมีอยู่ว่า
1. ตามมาตรา ๒ บัญญัติว่า "บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำในสิ่งที่กฎหมายขณะนั้นบัญญัติว่าเป็นความผิด และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย..."
ส่วนวรรคสองจะมีใจความสำคัญคือ ถ้าภายหลังมีกฎหมายยกเว้น(คือทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป) ให้ถือว่าผู้กระทำไม่มีความผิด (ศาลต้องยกฟ้องตามปวิอ.มาตรา ๑๘๕) ถ้ามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ให้ถือว่าไม่เคยต้องโทษ ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้โทษสิ้นสุด(คือต้องปล่อย)
สรุปคือ ถ้าสิ่งที่ทำมีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ก็ต้องรับโทษ จนกว่าจะมีกฎหมายออกมาบอกว่า ไม่ผิดอีกต่อไป
......จบ
2. หลักตามมาตรา ๓ "กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษไม่ได้.." แต่ย้อนหลังเป็นคุณได้ กล่าวคือ หากมีกฎหมายใหม่ออกมาแล้วกำหนดโทษใหม่หนักกว่าโทษเดิม ดังนี้จะนำโทษใหม่ไปเพิ่มโทษให้ผู้กระทำผิดก่อนวันที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับไม่ได้ เช่น ไปทำร้ายร่างกายคนเมื่อ 1 มค 59 ศาลลงโทษจำคุกสองปี(ตามปอ.ม ๒๙๕ ทำร้ายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุกไม่เกินสองปี) ต่อมาสมมติมีกฎหมายใหม่เพิ่งบังคับเมื่อวานบอกว่า ให้การทำร้ายแบบนี้ต้องมีโทษอย่างสูงไม่เกินสามปี ดังนี้จะไปเพิ่มโทษจำเลยเป็นสามปีไม่ได้ ประเด็นสำคัญอื่นๆเช่น
- เฉพาะการเพิกถอนหรือบังคับกฎหมาย ไม่รวมการเพิกถอนหรือกฎการเลือกตั้ง
- เฉพาะกฎหมายอาญา หรือกฎหมายที่มีโทษทางอาญาเท่านั้น
- หลักคือ ไม่ว่าจะใหม่หรือจะเก่า หากเลือกได้ ต้องใช้ฉบับที่เป็นคุณมากกว่า เช่น โทษเบากว่า อายุความสั้นกว่า ลงแก่ผู้กระทำผิด
ขอบเขตการใช้กฎหมายอาญา
หลัก - โดยหลักแล้ว ศาลไทยจะลงโทษเหตุที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทยไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีจุดเกาะเกี่ยวอย่างใดอย่างหนึ่งกับราชอาณาจักรไทย ดังนี้
1. หลักเขตแดน
1.1 ผู้ใดกระทำผิดในราชอาณาจักรไทย ต้องรับโทษตามกฎหมายไทย ตามมาตรา ๔ วรรค ๑
1.2 การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยาน(เครื่องบิน)ไทย ให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา ๔ วรรค ๒
เรือไทยหรืออากาศยานไทยในที่นี้ หมายถึง เรือหรือเครื่องบินซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย พูดอีกนัยหนึ่งคือ จดทะเบียนมีสัญชาติไทย
1.3 ส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย
(1) มองที่การกระทำ - มีการตระเตรียมการ(กรณีกฎหมายบัญญัติว่าการตระเตรียมเป็นความผิด) การพยายาม การลงมือ หรือผล แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือมากกว่า เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา ๕
(2) มองที่ตัวบุคคล - มีผู้ใช้ ตัวการ หรือผู้สนับสนุน ในการกระทำผิดในราชอาณาจักร หรือถือว่ากระทำผิดในราชอาณาจักร แม้จะใช้ ร่วมมือ หรือสนับสนุนอยู่นอกราชอาณาจักร ก็ให้ถือว่าอยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา ๖
2. หลักบุคคล
2.1 ตามมาตรา ๘ กรณีความผิดเกิดนอกราชอาณาจักร แต่ผู้กระทำความผิด หรือ ผู้เสียหาย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนไทย และฝ่ายที่เป็นผู้เสียหายหรือประเทศของผู้เสียหายขอให้ไทยลงโทษ ก็ลงโทษในประเทศไทยได้
ถามว่าความผิดใดบ้างที่ลงโทษในกรณีนี้ได้ คำตอบคือแทบทุกอย่าง ยกเว้น
- ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
- พวกความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ แขกบ้านเมือง ก่อการร้าย หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือต่อเจ้าพนักงาน ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ - ๒๑๖
- ความผิดฐานทำแท้ง
- ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้
- ความผิดฐานบุกรุก
- ความผิดเกี่ยวกับศพ
- ความผิดลหุโทษ
2.2 ตามมาตรา ๙ กรณีเจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๔๗ - ๑๖๖ และมาตรา ๒๐๐ - ๒๐๕ นอกราชอาณาจักร ต้องรับโทษในราชอาณาจักร
3. ข้อยกเว้น
ตามมาตรา ๗ ความผิดบางประการ แม้ไม่เกิดในราชอาณาจักร แม้ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนไทย ศาลไทยก็สามารถลงโทษได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความผิดที่แม้กระทำนอกราชอาณาจักร ก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร มีดังต่อไปนี้
3.1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ - ๒๑๖ รวมไปถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามมาตรา ๑๓๕/๑ - ๑๓๕/๔
3.2 ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงเงินตรา แสตมป์รัฐบาล ตั๋วเงิน และใบหุ้น ตามมาตรา ๒๔๐ - ๒๔๙, ๒๕๔, ๒๕๖, ๒๕๗ และ ๒๖๖(๓) และ (๔)
3.3 ความผิดด้านการค้ามนุษย์เพื่อการอนาจาร พูดง่ายๆคือ ความผิดเกี่ยวกับการค้าโสเภณี ตามมาตรา ๒๘๒ และ ๒๘๓
3.4 ความผิดฐานปล้นทรัพย์และชิงทรัพย์ในทะเลหลวง
แถม : ความผิดต่อไปนี้หากเกิดนอกราชอาณาจักร จะลงโทษในราชอาณาจักรไม่ได้เลย เนื่องจากไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ถึง ๙ เลย นั่นคือ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม(มาตรา ๑๖๗ ถึง ๑๙๙) ความผิดเกี่ยวกับศาสนา(มาตรา ๒๐๖ ถึง ๒๐๘) ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน(มาตรา ๒๐๙ ถึง ๒๑๖) ความผิดเกี่ยวกับการทำแท้ง(มาตรา ๓๐๑ ถึง ๓๐๕) และความผิดฐานบุกรุก(มาตรา ๓๖๒ ถึง ๓๖๖)
หลักการลงโทษ
กฎหมายอาญามีหลักอยู่หลักหนึ่งที่ว่า "บุคคลไม่ต้องรับผิดซ้ำสองในการกระทำครั้งเดียวของตน" และหลักนี้ได้รับการนำมาใช้ในหมวดว่าด้วยการใช้กฎหมายอาญาเช่นกัน กล่าวคือ กรณีซึ่งบุคคลได้กระทำผิดและถูกลงโทษหรือพิพากษาว่าไม่มีความผิดจากการกระทำใดการกระทำหนึ่งของตนมาแล้ว ศาลอีกประเทศหนึ่งจะมาลงโทษผู้นั้นหรือตัดสินเป็นอื่น(จากพยานและหลักฐานเดียวกัน)เพื่อเอาผิดบุคคลนั้นอีกไม่ได้
หลักการดังกล่าวได้แตกออกเป็นสองกรณี ตามมาตรา ๑๐ และ ๑๑ โดยตามมาตรา ๑๐ นั้นเป็นกรณีของผู้กระทำผิดนอกราชอาณาจักร ได้รับโทษนอกราชอาณาจักร ต่อมาเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนกรณีตามมาตรา ๑๑ นั้นเป็นกรณีของผู้กระทำผิดในราชอาณาจักรแต่รับโทษนอกราชอาณาจักร ต่อมาเข้ามาในราชอาณาจักร
อย่างไรก็ดี หลักดังกล่าวมีข้อยกเว้นเช่นกัน ข้อยกเว้นแรกคือ กรณีซึ่งผู้กระทำผิดถูกพิพากษาให้ลงโทษแล้ว แต่ยังไม่พ้นโทษ หรือยังรับโทษไม่ครบ แล้วเข้ามาในอีกประเทศหนึ่ง ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้
ข้อยกเว้นที่สองของมาตรา ๑๐ และ ๑๑ คือ ความผิดอันบัญญัติไว้ในมาตรา ๗ อันเป็นความผิดซึ่งแม้ทำนอกราชอาณาจักรก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร ความผิดเหล่านี้นอกจากจะสามารถพิพากษาลงโทษได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องมีจุดเกาะเกี่ยวแล้ว ยังสามารถพิพากษาลงโทษซ้ำสองในความผิดครั้งเดียวได้อีกด้วย
เฮ้ออ จบเสียที สำหรับเรื่องใหญ่เรื่องแรกซึ่งสามารถออกสอบได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)